ดาวพุธกำลัง "หดตัวลง" ต่อเนื่อง! นักวิทย์ฯ เผยเหตุผลสุดทึ่ง ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนไป

ดาวพุธกำลัง "หดตัวลง" ต่อเนื่อง! นักวิทย์ฯ เผยเหตุผลสุดทึ่ง ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนไป

ดาวพุธกำลัง "หดตัวลง" ต่อเนื่อง! นักวิทย์ฯ เผยเหตุผลสุดทึ่ง ไม่ใช่แค่โลกที่เปลี่ยนไป
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ดาวพุธกำลัง “หดตัวลง” อย่างต่อเนื่อง! นักวิทยาศาสตร์พบรัศมีลดลงกว่า 11 กิโลเมตร เผยสาเหตุจากภายในดาวที่กำลังเย็นตัว

ดาวพุธ (Mercury) ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด และมีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุริยะ กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อการศึกษาล่าสุดพบว่า ดาวพุธกำลังค่อย ๆ หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภายในดาวสูญเสียความร้อนและเย็นตัวลงตามกาลเวลา

งานวิจัยล่าสุดจาก สถาบันวิจัยอวกาศของศูนย์การบินและอวกาศเยอรมัน (German Aerospace Center: DLR) พบว่า การหดตัวของดาวพุธอาจมีขนาดมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้ โดยรัศมีของดาวอาจลดลงประมาณ 11.6 กิโลเมตร ผลการศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Geophysical Research Letters โดยทีมวิจัยระบุว่า หลักฐานจากพื้นผิวดาวพุธชี้ให้เห็นว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้อาจสูญเสียขนาดมากกว่าที่เคยคิดไว้ถึง 10–30%

ทำไมดาวพุธถึงกำลังหดตัว?

นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เมื่อดาวพุธก่อตัวขึ้นเมื่อประมาณ 4,500 ล้านปีก่อน ภายในของดาวยังอยู่ในสภาพร้อนจัดและมีลักษณะคล้ายของเหลวหลอมละลาย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความร้อนภายในค่อย ๆ ระบายออกสู่อวกาศ ทำให้แกนกลางและชั้นภายในของดาวเย็นลง ส่งผลให้ดาวเกิดการหดตัว และแรงบีบอัดจากภายในทำให้พื้นผิวด้านนอกเกิดการย่นตัว

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดโครงสร้างทางธรณีวิทยาขนาดใหญ่บนพื้นผิว เช่น หน้าผารอยเลื่อน (fault scarps) ที่มีความสูงได้ถึงประมาณ 1.6 กิโลเมตร และทอดยาวหลายร้อยกิโลเมตร

พื้นผิวดาวพุธซ่อนหลักฐานสำคัญของการหดตัว

ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ประเมินขนาดการหดตัวของดาวพุธจากร่องรอยบนพื้นผิว แต่การคำนวณอาจต่ำกว่าความจริง เนื่องจากพื้นผิวดาวถูกปกคลุมด้วยเศษซากจากการชนของดาวเคราะห์น้อยและดาวหางตลอดหลายพันล้านปี

เศษวัสดุเหล่านี้ทำหน้าที่บดบังรอยแตกและรอยย่นที่เกิดจากการหดตัว ทำให้นักวิจัยมองเห็นหลักฐานทางธรณีวิทยาได้ไม่ครบถ้วน

ทีมวิจัยของ DLR นำโดยนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ กาคุ นิชิยามะ (Gaku Nishiyama) ได้ใช้ข้อมูลจากยานสำรวจ MESSENGER ขององค์การนาซา (NASA) เพื่อสร้างแผนที่ความขรุขระของพื้นผิวดาวพุธทั่วทั้งดวง

ผลการวิเคราะห์พบว่า บริเวณที่มีพื้นผิวขรุขระมากมักมีรอยโครงสร้างจากการหดตัวน้อยกว่า เนื่องจากเศษซากจากการชนอาจบดบังร่องรอยเหล่านั้น ทำให้ยืนยันได้ว่า การหดตัวของดาวพุธอาจมีขนาดมากกว่าที่เคยเชื่อกัน

การหดตัวของดาวพุธช่วยไขความลับภายในดาว

นักวิจัยระบุว่า การวัดขนาดการหดตัวของดาวพุธอย่างแม่นยำ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจโครงสร้างภายในของดาวได้มากขึ้น ทั้งการแบ่งชั้นภายใน ความหนาของเปลือกดาว และกระบวนการสร้างสนามแม่เหล็ก

ดาวพุธมีลักษณะพิเศษคือ มีแกนกลางเป็นโลหะขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของดาว หากดาวพุธหดตัวมากกว่าที่คาด อาจหมายความว่าแกนโลหะของดาวมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยประเมิน หรือดาวดวงนี้อาจเคยมีอุณหภูมิเริ่มต้นสูงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้

ข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้มนุษย์เข้าใจวิวัฒนาการของดาวเคราะห์หินดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะ รวมถึงโลกของเราได้ดีขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ชี้ งานวิจัยเปิดมุมมองใหม่เรื่องดาวเคราะห์

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ และมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ต่างให้ความเห็นว่างานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญต่อการศึกษาดาวเคราะห์หิน

พวกเขามองว่า ดาวพุธเปรียบเสมือนห้องทดลองตามธรรมชาติสำหรับศึกษาการก่อตัวและวิวัฒนาการของวัตถุในระบบสุริยะ แม้แนวคิดเรื่องการหดตัวครั้งใหญ่ยังต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมสนับสนุน แต่แนวทางการวิเคราะห์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์

สรุป

ดาวพุธอาจไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ที่ “ตายสนิท” อย่างที่เคยเข้าใจ เพราะภายในของมันยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเย็นตัวของแกนกลางทำให้ดาวค่อย ๆ หดตัว และทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นผิวที่นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาต่อไป

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจดาวพุธมากขึ้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับว่า ดาวเคราะห์หินในจักรวาลเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดช่วงเวลาหลายพันล้านปี

แหล่งอ้างอิง: German Aerospace Center (DLR), Geophysical Research Letters, NASA MESSENGER Mission

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล